ขอแนะนำบทความดีๆและน่าจะมีประโยชน์มากๆ ลองอ่านดูค่ะ

First Love โดยคุณ
กลางชล:
ที่มา
กลางชล
สวัสดีค่ะ
ถ้ามีใครถามว่า คุณผู้อ่านยังจำ "รักครั้งแรก" ได้ไหม
ณ ตอนนี้เลย... คุณผู้อ่านนึกถึงหน้าใครผุดขึ้นมาในใจคะ……? : )
หลายคนคงนึกถึงเพื่อนต่างเพศคนแรกที่ตรึงตราประทับใจสมัยยังรุ่น
ที่เพียงแค่เขาหรือเธอส่งประกายยิ้ม แล้วมีไมตรีเพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้
เราก็อาจยอมเป็นฝ่ายทุ่มเทเวลา ซื้อหาข้าวของ เอาอกเอาใจ ทำโน่นทำนี่ให้ได้สารพัด
แปลกแต่จริง... อาจมีน้อยคนเหลือเกินที่จำอีกความรู้สึกหนึ่งได้
กับคนที่ยอมมอบใจให้เราจนหมดทันทีเพียงแค่เห็นเราปรากฏกายเป็นครั้งแรก
โดยไม่คิดตัดสินแม้สักนิดว่า เราจะหน้าตาสะสวยหรือคมเข้มควรคู่แก่การอยู่ข้างกายหรือไม่
คนที่ต่อให้เราโวยวายเอาแต่ใจแค่ไหน ก็พร้อมจะอดตาหลับขับตานอนมาเอาใจปลอบโยน
คนที่จับเรานอนหนุนอยู่ในอ้อมแขน แนบหัวเราข้างหัวใจ แล้วแบ่งปันอาหารจากสายเลือด
พร้อมกับสบสายตาเราด้วยความอ่อนโยนและอบอุ่นอยู่อย่างนั้นเนิ่นนาน…
รักครั้งแรก...
จากคนแปลกหน้า ที่ไม่เคยมีใครเข้าใจอย่างแท้จริงว่า
ทำไม ผู้หญิงคนนั้น จึงสามารถทุ่มเทความรักให้เราได้มากมายขนาดนั้น
โดยไม่มีแม้เงื่อนไข โดยไม่ถามหาอะไรจากเราแม้สักนิดเดียว
น้อยคนนัก ที่จะจำความรู้สึกรักครั้งแรกของชีวิตในวัยเยาว์ขนาดนั้นได้
อย่างที่เคยอ่านจากหนังสือเล่มหนึ่งของคุณดังตฤณว่า
อาจด้วยความที่ธรรมชาติมักปกปิดหรือลบเลือนความทรงจำในช่วงต้นวัยของชีวิต
ทำให้เราจำไม่ได้ว่า แม่ตั้งท้องเหนื่อยขนาดไหน คลอดเรามาด้วยความทุกข์สาหัสขนาดไหน
ไม่เคยเห็นว่าใครต้องลุกขึ้นมาดึก ๆ ดื่น ๆ ไม่เห็นว่าใครต้องทำงานแสนเหน็ดแสนเหนื่อย
เพื่อให้ได้มาซึ่งปัจจัยที่จะส่งให้เราได้มีชีวิตที่ดีที่สุด ได้เรียนสูงที่สุด
ได้ของกินของใช้ที่ดีที่สุด เท่าที่กำลังพ่อแม่จะสรรหามาให้ได้
ส่วนใหญ่ จำความกันได้อีกทีก็คือ อยากได้อะไรก็แค่เอ่ยปากบอกพ่อขอแม่อย่างเคยปาก
หันไปรอบตัวอีกที เราก็เห็นแต่ความรักของเพื่อน ความรักของแฟน
ความรักของใครต่อใครรอบตัวที่ยอมตามใจ ให้ความสำคัญกับเรา
แล้วเรา... ก็มักจะลืมความเหนื่อยยาก ความเสียสละทุ่มเทอย่างไม่เรียกร้อง
ของคนที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของก้อนเนื้อที่มีลมหายใจเต็มตื่น
และเป็นตัวของตัวเองอย่างภาคภูมิในวันนี้
ที่สำคัญ น้อยคนนักที่จะประจักษ์ว่า
การได้เกิดเป็นมนุษย์นั้น เป็นโอกาสที่ดีที่สุดในสังสารวัฏเพียงใด
ไม่ว่าจะเกิดมาเป็นคนยากดีมีจนเพียงใด แค่ไหน
ความเป็นมนุษย์นี่แหละ คือโอกาสในการใช้อัตภาพอันประเสริฐนี้
“พลิก” ชะตาชีวิตและเส้นทางเดินในสังสารวัฏนี้ได้ทั้งเส้น
เมื่อไม่ตระหนักค่าเช่นนั้น จึงน้อยคนนัก... ที่จะประจักษ์ว่า
พ่อแม่ผู้ให้เลือดเนื้อเชื้อไขแห่งความเป็นมนุษย์
มีบุญคุณต่อเรามหาศาลขนาดไหน
มีคนเคยเปรยให้ได้ยินว่า ก็การเลี้ยงลูกมันเป็นหน้าที่ของพ่อแม่
ที่ต้องรับผิดชอบในฐานะที่คลอดเราออกมาอยู่แล้วมิใช่หรือ?
ก็จริงค่ะ แต่ถ้าการเลี้ยงใครสักคนให้เจริญเติบโตเป็นแค่การทำตาม "หน้าที่"
ลองถามตัวเองดูนะคะว่า เราจะเติบโตขึ้นมาเป็นคนบริบูรณ์อย่างทุกวันนี้ได้ไหม
ใน มงคล ๓๘ ประการ ซึ่งเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า
ที่ว่าด้วยการกระทำสิ่งที่เป็นมงคลแก่ตัวเอง ก็มีอยู่ข้อหนึ่งที่ว่าด้วยการบำรุงบิดามารดา
ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านก็ได้ตรัสถึงบุญคุณอันยิ่งใหญ่ของบุพการีโดยเปรียบเปรยไว้ดังนี้ค่ะ
ท่านเป็นพระพรหมของลูก คือ นอกจากจะเป็นผู้ให้ชีวิตแก่เราแล้ว
ท่านยังมีพรหมวิหาร ๔ คือเมตตา กรุณา มุฑิตา อุเบกขา ต่อลูก ๆ
ท่านเป็นเทวดาของลูก คือ ท่านคอยคุ้มครองป้องกันภัยให้แก่ลูก ๆ
ท่านเป็นครูคนแรกของลูก คือ ท่านเป็นผู้สั่งสอนอบรมให้ลูกมีความรู้ในสิ่งต่าง ๆ ก่อนใคร
ท่านเป็นพระอรหันต์ของลูก คือ ท่านมีคุณธรรม ๔ ประการ คือ เป็นผู้มีอุปการคุณ
มีพระเดชพระคุณ เป็นเนื้อนาบุญของลูก และเป็นบุคคลที่ควรแก่การคำนับของลูก
(สุตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ติกนิบาตร พรหมสูตร. ๒๐ / ๔๗๐ / ๑๒๖)
ภาพหนึ่งที่ปรากฏและยังคงประทับอยู่ในใจเสมอมาเมื่อพูดถึงผู้ที่มีความกตัญญูต่อมารดา
ก็คือ ความรักของในหลวง... ที่มีต่อองค์สมเด็จย่า
เคยได้อ่านจากหนังสือเรื่อง "พระมหากษัตริย์ยอดกตัญญู" ค่ะว่า
ในยามที่ในหลวงเสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จย่า
เรามักจะเห็นภาพท่านทรงประคองสมเด็จย่าเดินไปด้วยตลอดทางจนชินตา
ทั้งที่มีทหาร มีองครักษ์ มีพยาบาล คอยประคองสมเด็จย่าอยู่แล้ว
แต่ในหลวงกลับทรงรับสั่งว่า "ไม่ต้อง... คนนี้แม่เรา เราประคองเอง"
ตอนเล็ก ๆ แม่หัดประคองให้เราเดิน มีโอกาสตอนนี้ต้องรีบทำ ไม่ต้องอายใคร
พวกเราส่วนใหญ่เวลาออกไปไหน แต่งตัวสวยงาม แต่เวลาเดิน ไม่มีใครประคองแม่
กลัวไม่สง่า กลัวไม่โก้หรู อายที่จะทำ กลายเป็นหน้าที่ของคนรับใช้
และในช่วงปีเศษ ๆ ก่อนที่สมเด็จย่าจะเสด็จสวรรคต ทราบไหมคะว่า
ในหลวงท่านเสด็จจากวังสวนจิตรไปวังสระปทุมตอนเย็นแทบจะทุกวัน
ท่านไปทานข้าวกับ "แม่" ของท่านค่ะ…
หนึ่งสัปดาห์มี ๗ วัน ท่านไปทานข้าวกับแม่ของท่าน ๕ วัน
ท่ามกลางพระราชกรณียกิจและโครงการในพระราชดำรินับร้อยนับพัน
ต่อให้ไม่มีเวลาแค่ไหน ท่านก็จะมีเวลาเพื่อไปทานข้าวกับแม่ของท่านสม่ำเสมอไม่เคยขาด
ท่านไป... เพื่อพูดคุย เพื่อดูแลอยู่ข้าง ๆ เพื่อทำให้ "แม่" ของท่านชุ่มชื่นหัวใจ
ในขณะที่คนส่วนใหญ่มักจะ "ไม่ว่าง" สำหรับแม่ แต่มีเวลาไปทานข้าวกับเพื่อนฝูง
ในการทดแทนคุณของใครก็ตามที่มีพระคุณต่อเรา
โดยเฉพาะในระดับที่เรารู้สึกซาบซึ้งเป็นหนี้บุญคุณยิ่งใหญ่นั้น
มีอยู่สิ่งหนึ่งที่คุณดังตฤณได้เคยเขียนไว้ และเป็นสิ่งที่เห็นคล้อยตามด้วยอย่างยิ่ง
นั่นคือ การใช้หนี้บุญคุณที่ดีที่สุด ก็คือ การให้ความสุขแก่คนผู้นั้น โดยที่
อะไรก็ตามที่ทำแล้วรู้ว่าเขาจะเป็นสุข จงทำให้มาก และทำเท่าที่โอกาสจะอำนวย
อย่ากะเกณฑ์ว่าทำเท่านั้นเท่านี้จึงทดแทนได้แล้ว
อย่าประมาณเลยว่าชดใช้แค่นั้นแค่นี้แล้วจะพอ
และความสุขนั้น ก็ไม่จำเป็นต้องแลกมาด้วยการทุ่มเทเงินทองเกินกำลังเลยนะคะ
ความสุข... อาจเกิดขึ้นได้จากเพียงสิ่งเล็กน้อยที่เรียบง่ายเหลือเกิน
เหมือนอย่างที่ในหลวงของเราท่านมีต่อสมเด็จย่าหรือ "แม่" ของท่านเสมอมานั่นเองค่ะ
แล้วเรา... รู้จักรินความสุขให้แม่ของเราแล้วหรือยังคะ
การคิดเลี้ยงดูแม่ของเราให้สุขกายสบายใจนั้น
เป็นสิ่งที่ควรกระทำเพื่อทดแทนคุณท่านอย่างยิ่งโดยไม่ต้องสงสัยแน่นอนนะคะ
แต่ทราบไหมคะว่า นั่นอาจถือได้ว่าเป็นการตอบแทนท่านได้เพียง "ครึ่งเดียว" เท่านั้น
เมื่อเทียบกับบุญคุณของท่านทั้งหมดที่ท่านได้ "ให้" เรามาทั้งชีวิต
ตราบจนกระทั่งตัวเองได้มารู้จักพุทธศาสนานี่ล่ะค่ะ
จึงได้เข้าใจว่า ยังมีวิธีการตอบแทนที่ประเสริฐล้ำยิ่งกว่าวิธีใด ๆ ในโลก…
พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้ชัดเจนว่า
แม้บุตรจะพึงวางบิดามารดาไว้บนบ่าทั้งสองของตน ประคับประคองท่านอยู่บนบ่านั้น
ป้อนข้าวป้อนน้ำ และให้ท่านถ่ายอุจจาระปัสสาวะบนบ่านั้นเสร็จ
แม้นบุตรจะมีอายุถึง ๑๐๐ ปี และปรนนิบัติท่านเช่นนั้นไปจนตลอดชีวิต
ก็ยังนับว่าตอบแทนพระคุณท่านไม่หมด
การที่จะทดแทนคุณของบิดามารดาให้ได้หมดนั้น คือ
หากท่านยังไม่ศรัทธาในพระพุทธศาสนา ก็ชักชวนให้ท่านตั้งอยู่ในศรัทธานั้นให้ได้
ซึ่งโดยเบื้องต้นก็คือ การมีความรู้ความศรัทธาในเรื่องกรรมและการให้ผลของกรรม
หากท่านยังไม่ตั้งมั่นในการให้ทาน ก็ชักนำให้ท่านตั้งมั่นในการบริจาคทาน
ให้ท่านฝึกให้ทานจนเป็นนิสัย จนเมื่อใดไม่ให้แล้วเหมือนขาดอะไรไป
หากท่านยังไม่ตั้งมั่นในศีล ก็โน้มน้าว และชักชวนท่านให้ฝึกถือศีล
ให้ท่านมีศีลจนเป็นปกตินิสัย จนเมื่อใดประพฤติผิดศีลแล้วเกิดความรู้สึกผิดรุนแรง
และ หากท่านยังไม่รู้จักการเจริญภาวนา ก็ชักชวนให้ท่านได้หันมาฝึกเจริญภาวนา
นั่นแหละค่ะ จึงจะเรียกว่าทดแทนคุณบิดามารดาได้หมดสิ้น
ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะ สิ่งที่ท่านยังขาดก็คือ “ที่พึ่งที่แท้จริง”
เมื่อใดที่ท่านมีศรัทธาตั้งมั่นในกฎแห่งกรรมวิบาก ตั้งมั่นในทาน ตั้งมั่นในศีล
ก็เท่ากับเราได้ตอบแทนชีวิตนี้ทั้งชีวิตที่ท่านได้มอบเลือดเนื้อมาให้แล้ว
ด้วยการมอบชีวิตใหม่ที่สุกสว่างจากภายในให้กับท่านตั้งแต่ชาตินี้
พร้อมทั้งอัตภาพใหม่อันเลิศกว่า ที่รออยู่ในภพหน้าของท่าน
หรือกระทั่งอาจนำท่านไปถึงที่สุดแห่งทุกข์ในวันหนึ่งวันใดข้างหน้าในที่สุดได้
พูดถึงเรื่องนี้แล้ว อยากให้ได้อ่านบทความพิเศษเรื่องหนึ่งในฉบับนี้ค่ะ
เป็นบทความที่คุณดังตฤณได้เขียนขึ้นเป็นพิเศษถึงแม่ของคุณดังตฤณเอง
ซึ่งเราได้นำมาลงไว้ในช่วงท้ายของคอลัมน์ "เตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว" ฉบับนี้แล้วค่ะ
ขอคัดคำเกริ่นนำจากบทความที่คุณดังตฤณได้ร่างไว้มาฝากกัน ณ ตรงนี้นะคะ
"เนื่องจากเดือนสิงหาคมอันเป็นเดือนแห่งวันแม่ในปีนี้ ผมต้องสูญเสียคุณแม่ไป
ก็ขอโอกาสนำส่วนต้นของหนังสืองานศพมาลงไว้ เพื่อให้เกิดความเบิกบานร่วมกัน
กับนางฟ้าเกิดใหม่อีกองค์หนึ่ง ซึ่งมีอุทยานร่มรื่นและสว่างสวยเป็นของเธอเอง
การเขียน "เตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว" ตลอดสามปีที่ผ่านมาด้วยเจตนาให้แม่อ่าน
แม่ได้อ่านแล้ว ผลบุญผลกุศลอันเกิดจากการเผยแพร่ธรรมไปในวงกว้างมีประมาณใด
ขอจงได้แก่ คุณแม่อัจฉรา ไมตรีเวช ผู้ให้กำเนิดผมมาเขียนธรรม
จนถึงบัดนี้ทั้งสิ้นทั้งปวงเทอญ." _/|\_
คุณแม่ของคุณดังตฤณเพิ่งได้ลาจากโลกนี้ไปเมื่อสักสัปดาห์ที่แล้วนี้เองค่ะ...
หลายคนถามไถ่กันเข้ามาว่า เรื่องราวที่โรงพยาบาลที่เขียนไว้ในบท บ.ก. ฉบับก่อน
ใช่เรื่องราวของคุณแม่คุณดังตฤณหรือเปล่า ก็ขออนุญาตแจ้งเสริมไว้ด้วยนะคะว่าใช่แล้วค่ะ
ท่ามกลางความอาลัยในวันนั้น ก็รู้สึกเพียงว่าพวกเรากำลังไป "ส่งแม่" กัน ด้วยคิดว่า
อีกไม่นาน... คุณแม่ก็จะออกเดินทางต่อ คุณแม่กำลังจะไปสู่ที่ที่ใหม่ที่สบายกว่าแล้ว
จนได้มาเห็นต้นฉบับจากคุณดังตฤณ กับชื่อบทความนี้ที่ชื่อว่า "ส่งแม่ขึ้นฟ้า"
จึงได้รู้สึกซึ้งกับความหมายของคำว่า "ส่งแม่" ด้วยขอบเขตที่กว้างขวางขึ้นอีกมาก
โดยเฉพาะเมื่อทราบว่าคุณแม่มีวิมานชั้นเลิศรออยู่ ชื่อเรื่องสี่คำที่เรียบง่ายและไพเราะนี้
ก็ยิ่งทำให้รู้สึกอบอุ่นเบิกบานตามไปด้วยยิ่งนักค่ะ
เพราะสิ่งที่รับทราบมาตลอดระยะเวลาอันยาวนานก็คือ คุณดังตฤณเขียน...
ด้วยความปรารถนาให้คุณพ่อคุณแม่และครอบครัวได้มีศรัทธาและตั้งมั่นในพุทธศาสนา
เพื่อที่ทุกคนในครอบครัวจะได้มี “ที่พึ่งที่แท้จริง” ให้กับตัวเองเมื่อยามจากโลกนี้ไป
และถึงวันนี้ คุณแม่... ก็ได้อ่านแล้ว ได้สัมผัสกระแสของพระแท้และธรรมอันเป็นของแท้
และได้นำคำสอนนั้นไปปฏิบัติ เพื่อรักษาจิตในช่วงสุดท้าย
ที่แม้กายจะป่วย แต่จิตข้างในมิได้ดูดายปล่อยให้มัวหมองตาม
ท่านได้ฟังธรรมและยึดเอาพระผู้รู้ผู้มีความสว่างไสวเป็นสรณะก่อนสิ้นแล้ว... _/|\_
คำว่า "ส่งแม่ขึ้นฟ้า" จึงไม่ได้ทำให้เห็นเฉพาะภาพที่ใคร ๆ มายืนรอส่งแม่ที่ปากประตู
แต่ทำให้เห็นย้อนไปตั้งแต่แรกเริ่ม ที่คุณดังตฤณพยายามปูบันไดขั้นแรก
จากพื้นดิน แล้วพาให้คุณแม่ยกเท้าขึ้นข้าม ดันและประคองคุณแม่
จนกระทั่งคุณแม่ไปถึงสวรรค์ชั้นฟ้าในที่สุด
เหตุการณ์ครั้งนี้ ทำให้ประจักษ์ถึงคำที่พระพุทธเจ้าท่านได้สอนเรื่องการทดแทนคุณบุพการี
ด้วยสิ่งอันประเสริฐล้ำยิ่งกว่าสมบัติพัสถานใดในโลกอย่างแท้จริง
ได้รู้สึกปีติยิ่งขึ้น ก็ตรงที่ได้ยินคุณดังตฤณบอกว่า ผลจากสิ่งที่คุณแม่กระทำไว้ดีแล้วนั้น
จะทำให้คุณแม่ “มีวาสนาได้ฟังธรรมะจากพระผู้รู้อีก กับทั้งจะเป็นผู้ว่าง่ายต่ออริยเจ้าสืบไป”
ซึ่งย่อมหมายความว่า คุณแม่มีโอกาสที่จะเป็นอิสระจากสังสารวัฏนี้ในวันหนึ่งข้างหน้าแน่นอน
การจัดพิธีสวดศพและพิธีเผาศพ แม้จะประดับประดาเมรุด้วยช่อบุปผชาติอันงดงามเพียงใด
แม้จะมีผู้มาร่วมแสดงความเคารพรักมากมายแค่ไหน และส่งใจให้แม่มีความสุขเพียงใดก็ตาม
ถึงวันนั้น ก็อาจมิได้มีความหมายอะไรสำหรับผู้จากไปเลย...
หากอยากให้แม่มีความสุขใจ อยากให้แม่ได้สัมผัสรสสุขจากสวรรค์บนดิน
กระทั่งอยาก “ส่งแม่ขึ้นฟ้า” ...เราต้องทำกันตั้งแต่วันนี้ เดี๋ยวนี้ และทำกันทั้งชีวิตเลยนะคะ
ความสุขทางโลกนั้น รินให้กันก็ย่อมเติมเต็มความชุ่มชื่นใจให้กันได้อย่างไม่ต้องสงสัย
แต่สุขนั้นก็เป็นของชั่วคราว ที่มีวันหมดไป มีวันเสื่อมไป
แต่ความสุขทางธรรมนั้น เมื่อได้เปิดรับไว้เป็นที่พึ่งให้แก่ตนเองแล้ว
จะให้ผลเป็นความสุขและเป็นเสบียงชั้นดีที่ให้ผลยาวนานข้ามภพข้ามชาติทีเดียวนะคะ
(ติดตามอ่านบทความนี้ฉบับเต็ม ได้ที่นี่ ค่ะ)
๑๒ สิงหาคมนี้ ก็จะเป็นวันแม่แล้ว
ใครยังมีคุณแม่ให้ดูแลอยู่ ก็บำรุงและดูแลท่านกันให้ดีนะคะ
ให้ทั้ง ๓๖๕ วันเป็นวันแม่ ไม่ใช่เพียงปีละหนึ่งวันในเดือนสิงหาคมเท่านั้น
นึกถึงท่าน ทำเพื่อท่านอย่างสม่ำเสมอทุกวัน อย่างที่ท่านรักเราทุกวันนะคะ
สุขสันต์วันแม่ค่ะ : )

แล้วคุณล่ะคะ
ความรักของคุณ
เป็นแบบไหน..

Seize the day!